เพื่อนๆ นักลงทุนทุกคนเป็นยังไงกันบ้างคะ? ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องการลงทุนในหุ้นกันเยอะเลยใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดลงทุนหรือเซียนหุ้นตัวจริง ก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ แต่เคยไหมคะ เวลาเราเริ่มศึกษาเรื่องหุ้นแล้วเจอคำว่า ‘หุ้นสามัญ’ กับ ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ แล้วงงๆ ว่าเอ๊ะ สองอย่างนี้มันต่างกันยังไงนะ?

แล้วเราควรจะเลือกแบบไหนดีถึงจะเหมาะกับสไตล์การลงทุนของเราที่สุด? บอกตามตรงว่าตอนที่พิมเริ่มศึกษาเรื่องหุ้นใหม่ๆ ก็มีคำถามเหล่านี้เต็มไปหมดเลยค่ะ กว่าจะเข้าใจถ่องแท้ก็ใช้เวลาพอสมควรเลยนะ แต่พอเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรรู้เลยล่ะค่ะ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วแบบนี้ การมีความรู้ที่ถูกต้องแม่นยำจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดโอกาสดีๆ หรือไปเสี่ยงกับสิ่งที่เราไม่เข้าใจค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้พิมเลยอยากจะมาไขข้อข้องใจให้เพื่อนๆ กระจ่างกันไปเลยว่า หุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิต่างกันตรงไหน มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง และที่สำคัญคือจะเลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์การเงินของเราได้อย่างลงตัวที่สุดค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเจาะลึกรายละเอียดของหุ้นสองประเภทนี้พร้อมกันในบทความนี้ได้เลยค่ะ!
หุ้นสองแบบ สองทางเลือก: ทำไมคุณต้องรู้ความแตกต่าง
ทำความเข้าใจหัวใจหลักของหุ้นสามัญ
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าหุ้นสามัญที่เราคุ้นเคยกันดีเนี่ย มันคืออะไรที่มากกว่าแค่กระดาษหนึ่งใบที่มีชื่อบริษัทแปะอยู่เยอะเลยนะ สำหรับพิมแล้ว หุ้นสามัญเปรียบเหมือนการได้เป็น “เจ้าของร่วม” เล็กๆ ของบริษัทนั้นๆ เลยค่ะ พอเราซื้อหุ้นสามัญ เราก็จะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของสินทรัพย์และรายได้ของบริษัทตามสัดส่วนที่เราถืออยู่ ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เรามีสิทธิ์มีเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นได้ อย่างตอนที่พิมเริ่มลงทุนใหม่ๆ พิมก็เลือกหุ้นสามัญเป็นหลักเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับธุรกิจจริงๆ ได้ลุ้นไปกับผลประกอบการของบริษัท ได้เห็นการเติบโตของราคาหุ้น ซึ่งมันเป็นความตื่นเต้นที่แตกต่างจากการฝากเงินมากๆ เลยล่ะค่ะ แถมยังมีโอกาสได้รับเงินปันผลอีกด้วยนะ ถ้าบริษัทมีกำไรดีๆ ก็จะแบ่งปันผลกำไรคืนให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งตรงนี้แหละที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของหุ้นสามัญสำหรับนักลงทุนหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ชอบการเติบโตและอยากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญๆ ของบริษัท หุ้นสามัญจึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ ยิ่งถ้าเราศึกษาข้อมูลดีๆ เลือกบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตสูง โอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวก็ยิ่งมีมากตามไปด้วยค่ะ
หุ้นบุริมสิทธิ: ความมั่นคงที่มาพร้อมสิทธิพิเศษ
คราวนี้มาถึง “หุ้นบุริมสิทธิ” กันบ้างค่ะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “บุริมสิทธิ” คือมีสิทธิพิเศษบางอย่างเหนือกว่าหุ้นสามัญใช่ไหมคะ? ตอนแรกพิมก็งงๆ ว่ามันจะพิเศษอะไรนักหนา แต่พอได้ศึกษาจริงๆ จังๆ ก็ต้องร้องอ๋อเลยค่ะ หุ้นบุริมสิทธิเนี่ย เขาจะให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือในเรื่องของเงินปันผลเป็นอันดับแรกเลยนะ ถ้าบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล ไม่ว่าผลประกอบการจะดีมากน้อยแค่ไหน หุ้นบุริมสิทธิจะต้องได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญเสมอ และส่วนใหญ่แล้วอัตราเงินปันผลก็จะถูกกำหนดไว้ตายตัวด้วยค่ะ ทำให้เรารู้สึกมั่นคงใจได้ในระดับหนึ่งเลยว่า ถ้าบริษัทมีกำไร เราก็มีโอกาสที่จะได้รับเงินปันผลแน่นอน ซึ่งตรงนี้แหละที่ต่างจากหุ้นสามัญที่เงินปันผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลประกอบการและนโยบายของบริษัท แถมบางครั้ง ถ้าบริษัทเกิดต้องเลิกกิจการขึ้นมา ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญอีกด้วยนะคะ ทำให้หุ้นบุริมสิทธิเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นความมั่นคง ไม่ชอบความผันผวนมากนัก และต้องการกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอค่ะ มันเหมือนกับการที่เราได้ลงทุนในบริษัท แต่มีเบาะรองรับความเสี่ยงที่ดีกว่าในบางแง่มุมนั่นเอง
สิทธิออกเสียง: ใครมีอำนาจตัดสินใจในบริษัท?
พลังแห่งเสียงของหุ้นสามัญ
เรื่องของ “สิทธิออกเสียง” เนี่ย เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้หุ้นสามัญโดดเด่นออกมาเลยนะคะ ตอนที่พิมลงทุนในหุ้นสามัญ พิมรู้สึกว่าเราไม่ได้แค่เป็นนักลงทุนธรรมดา แต่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนบริษัทจริงๆ ค่ะ ผู้ถือหุ้นสามัญแต่ละคนจะมีสิทธิ์ออกเสียงตามจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี เราสามารถลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ของบริษัท เช่น การเพิ่มทุน การควบรวมกิจการ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขข้อบังคับต่างๆ ซึ่งหมายความว่าเรามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและอนาคตของบริษัทเลยนะคะ พิมเคยมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นหลายครั้ง สิ่งที่สัมผัสได้คือบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การตั้งคำถาม และการตัดสินใจร่วมกัน มันทำให้รู้สึกว่าเสียงของเรามีความหมายจริงๆ ค่ะ ใครที่ชอบการมีส่วนร่วม อยากจะแสดงความคิดเห็น หรืออยากจะควบคุมทิศทางของบริษัทในระดับหนึ่ง หุ้นสามัญนี่แหละคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดเลยค่ะ เพราะมันให้ “อำนาจ” ในการตัดสินใจแก่เรา
หุ้นบุริมสิทธิ: สิทธิออกเสียงที่ถูกจำกัด
ในทางกลับกัน หุ้นบุริมสิทธิส่วนใหญ่แล้วมักจะ “ไม่มีสิทธิออกเสียง” ในการประชุมผู้ถือหุ้นค่ะ หรือถ้ามี ก็จะมีสิทธิ์จำกัดมากๆ เฉพาะในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิโดยตรงเท่านั้น ซึ่งตอนแรกพิมก็คิดว่า เอ๊ะ!
แบบนี้มันก็ไม่แฟร์สิ แต่พอมาพิจารณาดีๆ แล้ว มันก็เป็นไปตามหลักการของความสมดุลระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงค่ะ ในเมื่อหุ้นบุริมสิทธิได้รับสิทธิพิเศษในเรื่องเงินปันผลก่อน และมีความมั่นคงมากกว่าในบางแง่มุม การที่ไม่มีสิทธิออกเสียงก็ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผล ผู้ที่ลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิจึงมักจะไม่ใช่คนที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือกำหนดทิศทางของบริษัท แต่เป็นคนที่เน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม การไม่มีสิทธิออกเสียงก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอิทธิพลเสียทีเดียว เพราะถ้าบริษัททำอะไรที่กระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิอย่างรุนแรง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็ยังมีช่องทางในการปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ตามกฎหมายค่ะ แต่โดยรวมแล้ว หากคุณเป็นคนที่อยากมีปากเสียงในบริษัท หุ้นบุริมสิทธิอาจจะไม่ใช่ทางเลือกหลักของคุณ
เงินปันผล: ใครรวยก่อน ใครรวยหลัง?
เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ: ความสม่ำเสมอคือหัวใจ
มาถึงเรื่อง “เงินปันผล” ที่เป็นเหมือนของขวัญจากบริษัทกันบ้างนะคะ สำหรับหุ้นบุริมสิทธิ พิมขอบอกเลยว่านี่คือจุดเด่นที่ทำให้นักลงทุนหลายคนหลงรักเลยค่ะ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลเป็น “อันดับแรก” ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ และส่วนใหญ่แล้ว อัตราเงินปันผลก็จะถูกกำหนดไว้ตายตัวเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) หรือเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนต่อหุ้น เช่น 5% ต่อปี หรือ 5 บาทต่อหุ้น ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรมากหรือน้อยแค่ไหน ตราบใดที่บริษัทยังมีกำไรและประกาศจ่ายปันผล ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะได้รับเงินปันผลตามที่ตกลงไว้ก่อนเสมอ ทำให้เราสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดที่จะได้รับได้ค่อนข้างแม่นยำค่ะ ตรงนี้แหละที่พิมมองว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอจากเงินลงทุน ไม่ว่าจะเพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อนำไปลงทุนต่อยอด การมีเงินปันผลที่แน่นอนและได้ก่อนใครเพื่อน ทำให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นคงในการลงทุนมากๆ เลยค่ะ มันเหมือนกับการที่เราได้ลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอนกว่านั่นเอง
เงินปันผลของหุ้นสามัญ: โอกาสไร้ขีดจำกัดแต่ไม่รับประกัน
สำหรับหุ้นสามัญ การได้รับเงินปันผลนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ พิมมองว่ามันคือโอกาสที่ไร้ขีดจำกัด แต่ก็มาพร้อมกับความไม่แน่นอนบ้าง โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับเงินปันผล “หลังจาก” ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้รับไปหมดแล้วค่ะ และจำนวนเงินปันผลที่ได้รับก็จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทล้วนๆ เลย ถ้าปีไหนบริษัททำกำไรได้ดีมากๆ มีกำไรสะสมเยอะ คณะกรรมการบริษัทก็อาจจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตราที่สูงได้ ซึ่งเคยมีหลายครั้งที่พิมลงทุนในหุ้นสามัญแล้วได้เงินปันผลสูงกว่าที่คาดไว้ ทำให้รู้สึกดีใจและคุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้าปีไหนผลประกอบการไม่ดี หรือบริษัทต้องการนำกำไรไปลงทุนขยายกิจการต่อ ก็อาจจะมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ต่ำลง หรือไม่จ่ายเลยก็ได้ ตรงนี้แหละคือความผันผวนที่มาพร้อมกับหุ้นสามัญ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนที่มองหาโอกาสการเติบโตของราคาหุ้นไปพร้อมๆ กับเงินปันผลยังคงสนใจหุ้นสามัญอยู่มากค่ะ เพราะนอกจากเงินปันผลแล้ว เรายังได้ลุ้นกับการที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของบริษัทอีกด้วย
เมื่อเกิดปัญหา: สิทธิในการได้รับคืนเงินทุน
สถานการณ์เลวร้าย: หุ้นบุริมสิทธิปลอดภัยกว่า?
ไม่มีใครอยากให้บริษัทที่เราลงทุนต้องเจอสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้น “เลิกกิจการ” หรอกใช่ไหมคะ แต่ในโลกของการลงทุน เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ค่ะ และนี่คืออีกหนึ่งจุดที่หุ้นบุริมสิทธิแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างชัดเจนเลยค่ะ ถ้าหากบริษัทต้องเลิกกิจการจริงๆ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิ์ “ได้รับคืนเงินทุน” จากการชำระบัญชี “ก่อน” ผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ ซึ่งหมายความว่า หากสินทรัพย์ของบริษัทที่ถูกขายไปมีไม่เพียงพอที่จะชดเชยให้เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นทั้งหมด ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับเงินคืนสูงกว่าผู้ถือหุ้นสามัญค่ะ ตรงนี้แหละที่พิมมองว่ามันคือเบาะรองรับความเสี่ยงที่ดีมากๆ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง เพราะอย่างน้อยที่สุด ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังมีความหวังว่าจะได้รับเงินลงทุนคืนมาบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่เต็มจำนวน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่อาจจะไม่ได้อะไรเลยเหมือนกับผู้ถือหุ้นสามัญในบางกรณี ทำให้หุ้นบุริมสิทธิเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเงินต้นเป็นอันดับแรกค่ะ
หุ้นสามัญ: ผู้มาทีหลัง ในยามวิกฤต
แต่สำหรับผู้ถือหุ้นสามัญแล้ว ในสถานการณ์ที่บริษัทต้องเลิกกิจการ พิมขอบอกเลยว่านี่คือ “ผู้มาทีหลัง” อย่างแท้จริงค่ะ เราจะได้รับคืนเงินทุนจากส่วนที่เหลือหลังจากที่บริษัทได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทุกราย และจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไปหมดแล้ว ซึ่งบ่อยครั้ง เงินที่เหลืออยู่อาจจะไม่เพียงพอที่จะคืนให้กับผู้ถือหุ้นสามัญได้เลย หรือได้คืนเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นค่ะ ตรงนี้แหละคือความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการเป็นเจ้าของร่วมในหุ้นสามัญ เพราะเราได้ลุ้นกับการเติบโตและผลกำไรที่สูงกว่า แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกันในยามวิกฤต พิมเองก็เคยเห็นกรณีที่นักลงทุนหุ้นสามัญแทบไม่ได้อะไรคืนเลยเมื่อบริษัทล้มละลาย ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญของการลงทุนค่ะ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ถือหุ้นสามัญรับความเสี่ยงตรงนี้ ก็เป็นสิ่งที่แลกมาด้วยโอกาสในการทำกำไรที่ไร้ขีดจำกัดหากบริษัทประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ดังนั้น การเลือกหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ จึงขึ้นอยู่กับว่าเราให้น้ำหนักกับโอกาสในการเติบโตหรือความปลอดภัยของเงินต้นมากกว่ากันค่ะ
ผลตอบแทนและความเสี่ยง: จุดที่นักลงทุนต้องพิจารณา
โอกาสในการสร้างกำไรและราคาหุ้นของหุ้นสามัญ
เมื่อพูดถึง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” แล้ว หุ้นสามัญนี่แหละค่ะที่มอบโอกาสในการสร้างกำไรที่น่าตื่นเต้นที่สุดให้กับนักลงทุน ตอนที่พิมตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ สิ่งที่พิมคาดหวังไม่ได้มีแค่เงินปันผลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่เป็นการเติบโตของ “ราคาหุ้น” ที่จะสะท้อนถึงการเติบโตของบริษัทในอนาคตค่ะ ถ้าบริษัทที่เราเลือกลงทุนมีผลประกอบการดีขึ้นเรื่อยๆ มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตรงนี้แหละคือส่วนที่เราจะได้รับกำไรจากการ “ขายหุ้นทำกำไร” ได้นั่นเองค่ะ พิมเคยมีประสบการณ์ที่ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งที่กำลังมาแรง แล้วอยู่ๆ ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ทำให้พิมได้รับผลตอบแทนที่สูงมากๆ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่รับไปจริงๆ ค่ะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความผันผวนของราคาหุ้นสามัญนั้นสูงกว่าหุ้นบุริมสิทธิมาก ทำให้การลงทุนในหุ้นสามัญต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลที่รอบด้านและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ความมั่นคงของหุ้นบุริมสิทธิ: แลกมาด้วยข้อจำกัด
สำหรับหุ้นบุริมสิทธิ เรื่องของ “ผลตอบแทน” จะเน้นไปที่ความมั่นคงของ “เงินปันผล” เป็นหลักค่ะ อย่างที่พิมบอกไปว่าเราจะได้รับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอนก่อนใครเพื่อน ซึ่งตรงนี้ทำให้เราสามารถคาดการณ์รายได้ที่จะได้รับได้ แต่ในขณะเดียวกัน “โอกาสในการทำกำไรจากราคาหุ้น” ของหุ้นบุริมสิทธิมักจะไม่หวือหวาเท่าหุ้นสามัญค่ะ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ราคาหุ้นบุริมสิทธิจะไม่ค่อยปรับตัวขึ้นลงตามผลประกอบการหรือการเติบโตของบริษัทมากนัก แต่จะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเป็นสำคัญ กล่าวคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาหุ้นบุริมสิทธิก็มีแนวโน้มที่จะลดลง และถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ก็ไม่เท่ากับหุ้นสามัญ ดังนั้น นักลงทุนที่มองหาการเติบโตของราคาหุ้นแบบก้าวกระโดด อาจจะไม่เหมาะกับหุ้นบุริมสิทธิเท่าไหร่นักค่ะ หุ้นบุริมสิทธิจึงเหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงต่ำกว่าในการลงทุนระยะยาว ซึ่งพิมมองว่ามันก็มีข้อดีในแบบของมันนะ คือทำให้เราไม่ต้องมานั่งลุ้นกับความผันผวนของราคาหุ้นมากนัก
ทางเลือกที่หลากหลายของหุ้นบุริมสิทธิ: มากกว่าแค่ปันผล
หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพได้: ความยืดหยุ่นที่ซ่อนอยู่
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าหุ้นบุริมสิทธิไม่ได้มีแค่แบบตายตัวที่ได้รับปันผลอย่างเดียว แต่ยังมีรูปแบบที่น่าสนใจอื่นๆ อีกด้วย อย่างเช่น “หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพได้” (Convertible Preferred Stock) ตอนที่พิมได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันเจ๋งมากๆ เลยค่ะ เพราะหุ้นประเภทนี้จะให้สิทธิ์แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสามารถ “แปลง” หุ้นบุริมสิทธิที่ถืออยู่ให้เป็นหุ้นสามัญได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งตรงนี้แหละที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับทั้งความมั่นคงจากเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ และในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของราคาหุ้นสามัญในอนาคตได้ด้วย หากบริษัทมีแนวโน้มเติบโตที่ดีมากๆ ผู้ถือหุ้นก็สามารถเลือกที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญเพื่อรับส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นได้นั่นเองค่ะ พิมมองว่ามันคือการผสมผสานข้อดีของทั้งสองประเภทเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวเลยนะ ทำให้เรามีทางเลือกในการปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นอะไรที่นักลงทุนที่มองหาความยืดหยุ่นน่าจะชอบมากๆ
หุ้นบุริมสิทธิเรียกคืนได้: ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
แต่ก็มี “หุ้นบุริมสิทธิเรียกคืนได้” (Callable Preferred Stock) ที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยนะคะ หุ้นประเภทนี้จะให้สิทธิ์แก่บริษัทในการ “เรียกคืน” หรือซื้อหุ้นบุริมสิทธิคืนจากผู้ถือหุ้นในราคาและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งตรงนี้แหละที่อาจจะไม่ใช่ข่าวดีสำหรับนักลงทุนเสมอไปค่ะ พิมเองก็เคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทเรียกคืนหุ้นบุริมสิทธิที่เราถืออยู่ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราก็ยังอยากจะถือต่อเพื่อรับเงินปันผลอยู่เลย ทำให้เราต้องหาที่ลงทุนใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ยิ่งถ้าบริษัทเรียกคืนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง เราก็อาจจะต้องนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำลงด้วยนะคะ ดังนั้น หากเราคิดจะลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิแบบเรียกคืนได้ เราจะต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขการเรียกคืนให้ดี และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยค่ะ เพื่อให้เรามั่นใจว่าการลงทุนของเรายังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้
สรุปตารางเปรียบเทียบ: หุ้นสามัญ vs. หุ้นบุริมสิทธิ

นี่คือตารางสรุปง่ายๆ ให้เพื่อนๆ เห็นภาพความแตกต่างของหุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิได้ชัดเจนขึ้นนะคะ พิมเชื่อว่าพอได้เห็นภาพรวมแบบนี้แล้ว จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ
| ลักษณะ | หุ้นสามัญ | หุ้นบุริมสิทธิ |
|---|---|---|
| สิทธิออกเสียง | มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ | โดยทั่วไปไม่มีสิทธิ์ออกเสียง หรือมีสิทธิ์จำกัดเฉพาะบางเรื่อง |
| สิทธิได้รับเงินปันผล | ได้รับหลังผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ อัตราไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและนโยบายบริษัท | ได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ อัตราคงที่หรือกำหนดไว้แน่นอน |
| สิทธิได้รับคืนเงินทุนเมื่อเลิกกิจการ | ได้รับหลังผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับคืนหรือได้รับคืนน้อย | ได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ มีความมั่นคงในเงินต้นมากกว่า |
| โอกาสทำกำไร | มีโอกาสทำกำไรสูงจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นตามการเติบโตของบริษัท | โอกาสทำกำไรจากราคาหุ้นจำกัด เน้นรับผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลัก |
| ความเสี่ยง | มีความผันผวนสูง ราคาหุ้นขึ้นลงได้มาก | มีความผันผวนน้อยกว่า หุ้นราคาไม่หวือหวาเท่าหุ้นสามัญ |
เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ: กลยุทธ์การลงทุนส่วนบุคคล
หุ้นสามัญ: สำหรับนักล่าการเติบโตและผู้กล้าเสี่ยง
จากที่พิมเล่ามาทั้งหมด ถ้าเพื่อนๆ เป็นสาย “นักล่าการเติบโต” ที่ชอบความท้าทาย อยากเห็นพอร์ตลงทุนเติบโตแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นมาบ้าง พิมแนะนำว่า “หุ้นสามัญ” นี่แหละค่ะคือคำตอบที่ใช่เลยสำหรับคุณ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของธุรกิจอย่างแท้จริง ได้ลุ้นไปกับนวัตกรรมใหม่ๆ และเทรนด์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป แถมยังได้แสดงสิทธิ์แสดงเสียงในฐานะเจ้าของร่วมอีกด้วยนะ พิมเองก็เริ่มต้นจากการลงทุนในหุ้นสามัญเป็นหลัก เพราะชอบความรู้สึกของการได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัทที่เราเลือก มันเหมือนการผจญภัยที่เราต้องศึกษาหาข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน ติดตามข่าวสาร และประเมินสถานการณ์อยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและไม่น่าเบื่อเลยค่ะ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่กลัวความผันผวน และมีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว หุ้นสามัญจะมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้คุณได้อย่างแน่นอน
หุ้นบุริมสิทธิ: ความมั่นคงสำหรับผู้ไม่ชอบความเสี่ยง
แต่ถ้าเพื่อนๆ เป็นสาย “นักลงทุนอนุรักษ์นิยม” ที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ชอบความผันผวนของราคาหุ้นมากนัก และอยากได้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากเงินปันผล พิมฟันธงเลยค่ะว่า “หุ้นบุริมสิทธิ” คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ดีที่สุด การที่เราได้รับเงินปันผลก่อนใครเพื่อน แถมยังมีสิทธิ์ได้รับคืนเงินทุนก่อนในยามที่บริษัทมีปัญหา มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจและมั่นใจในแผนการเงินของตัวเองได้มากขึ้น พิมมองว่าหุ้นบุริมสิทธิเหมาะมากๆ สำหรับนักลงทุนที่กำลังจะเกษียณ หรือคนที่ต้องการสร้าง Passive Income จากเงินปันผลเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลกับราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ ทุกวันค่ะ แม้ว่าโอกาสในการทำกำไรจากราคาหุ้นจะไม่สูงเท่าหุ้นสามัญ แต่ความมั่นคงและผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอนก็เป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนค่ะ การเลือกหุ้นบุริมสิทธิคือการเลือกความสงบในพอร์ตลงทุนของคุณนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ พิมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะคะ การเลือกประเภทหุ้นที่เหมาะสมกับการลงทุนของเรานั้นสำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะมันจะส่งผลต่อเป้าหมายและผลตอบแทนที่เราคาดหวังได้ พิมเชื่อว่าข้อมูลที่แบ่งปันไปวันนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษา หรือมีประสบการณ์ในตลาดมาบ้างแล้ว การศึกษาและทำความเข้าใจเครื่องมือการลงทุนต่างๆ อย่างลึกซึ้งอยู่เสมอนั้น จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ การลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการเดินทางที่เราได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลก การตัดสินใจเลือกหุ้นที่ใช่สำหรับเราจึงเป็นเหมือนการเลือกเพื่อนร่วมทางในเส้นทางสายการลงทุนของเรานั่นเองค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการลงทุนนะคะ
เรื่องน่ารู้เพิ่มเติมที่อาจเป็นประโยชน์
1. อย่าลืมกระจายความเสี่ยงนะคะ! การไม่ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวเป็นหลักการที่นักลงทุนมืออาชีพทุกคนยึดถือ พิมเองก็ใช้หลักการนี้เสมอในการจัดพอร์ต เพื่อลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวค่ะ
2. เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณเข้าใจและจำนวนเงินที่คุณสบายใจค่ะ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินก้อนโต การค่อยๆ เรียนรู้และสะสมประสบการณ์จะช่วยให้เรามั่นใจและเติบโตในการลงทุนได้มั่นคงกว่า
3. ศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน ผลประกอบการ ผู้บริหาร หรือแนวโน้มอุตสาหกรรม เพราะข้อมูลเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญในการประเมินคุณค่าของหุ้น
4. ติดตามข่าวสารและสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่เสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้นที่เราถืออยู่ได้ทั้งสิ้น การอัปเดตข้อมูลจะช่วยให้เราปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที
5. หากไม่มั่นใจ อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหรือที่ปรึกษาการลงทุนที่มีใบอนุญาตนะคะ การขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์จะช่วยให้เราวางแผนการลงทุนได้รอบคอบและเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดค่ะ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิล้วนขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุน เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ค่ะ หุ้นสามัญมอบโอกาสในการเติบโตที่สูงกว่าและสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อร่วมกำหนดทิศทางบริษัท แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน ในขณะที่หุ้นบุริมสิทธิให้ความมั่นคงด้านกระแสเงินปันผลที่แน่นอนกว่า และสิทธิ์ในการได้รับคืนเงินทุนก่อนในยามวิกฤต แต่ก็จำกัดโอกาสในการทำกำไรจากราคาหุ้นและการมีส่วนร่วมในการบริหาร ผู้ลงทุนจึงควรทำความเข้าใจถึงคุณลักษณะเด่นและข้อจำกัดของแต่ละประเภทให้ถ่องแท้ เพื่อให้สามารถจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับพอร์ตของตนเองมากที่สุดค่ะ อย่าลืมว่าไม่มีหุ้นประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่หุ้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณเท่านั้นนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: หุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิ สรุปแล้วมันต่างกันตรงไหนคะพิม งงไปหมดแล้ว!
ตอบ: อู้หู คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะเพื่อนๆ ตอนพิมเริ่มศึกษาแรกๆ ก็มีอาการเดียวกันเลยค่ะ คือได้ยินชื่อแล้วงงว่ามันคืออะไรกันแน่ สรุปง่ายๆ เลยนะคะ หุ้นสองประเภทนี้แตกต่างกันหลักๆ ที่สิทธิของผู้ถือหุ้นค่ะหุ้นสามัญ (Common Stock) ก็คือหุ้นที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันดีนี่แหละค่ะ เวลาเราซื้อหุ้นสามัญ เราก็จะได้เป็น ‘เจ้าของ’ กิจการนั้นๆ ตามสัดส่วนที่เราถือหุ้นไปเลยค่ะ สิทธิที่เราจะได้รับก็คือสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทจะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ อย่างการเลือกกรรมการ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหญ่ๆ เราก็มีสิทธิ์ไปโหวตออกเสียงได้ค่ะ นอกจากนี้ ถ้าบริษัทมีกำไร เราก็มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลด้วยนะคะ แต่จะมากน้อยแค่ไหน หรือจะได้เมื่อไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทค่ะ ที่สำคัญคือ หุ้นสามัญมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่ามากถ้าบริษัทมีการเติบโตที่ดี ราคาหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ได้เต็มๆ เลยค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทขาดทุน หรือเจ๊งขึ้นมา ผู้ถือหุ้นสามัญก็จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับการชำระคืนหนี้สินหรือเงินทุนหลังจากเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้รับไปหมดแล้วนะคะส่วนหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘บุริม’ คือมีความ ‘พิเศษ’ หรือ ‘ลำดับต้นๆ’ กว่าค่ะ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเหมือนหุ้นสามัญนะคะ แต่สิ่งที่ได้มาทดแทนก็คือ “สิทธิพิเศษ” ค่ะ สิทธิพิเศษหลักๆ เลยคือการได้รับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอนและได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญค่ะ ไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรมากหรือน้อยแค่ไหน ถ้ามีการจ่ายปันผล ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะได้ก่อนและได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้การลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีความสม่ำเสมอและคาดเดาผลตอบแทนได้ดีกว่าค่ะ แถมอีกอย่างคือ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญด้วยนะคะ ทำให้มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าในแง่นี้ค่ะ แต่ข้อจำกัดคือ หุ้นบุริมสิทธิมักจะไม่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่หวือหวาจากการเติบโตของราคาหุ้นเหมือนหุ้นสามัญค่ะ เพราะราคาจะค่อนข้างคงที่ตามอัตราปันผลที่ได้รับนั่นเองค่ะ
ถาม: แล้วข้อดีข้อเสียของหุ้นแต่ละแบบเป็นยังไงบ้างคะพิม ควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด?
ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ เพราะการจะเลือกหุ้นให้เหมาะกับเรา เราต้องรู้จักข้อดีข้อเสียของแต่ละประเภทก่อนค่ะ พิมขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ นะคะสำหรับ “หุ้นสามัญ” ข้อดีที่เราเห็นได้ชัดเลยคือ “โอกาสในการเติบโต” ค่ะ ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพ ราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างราคาเยอะมาก แถมยังได้สิทธิ์ออกเสียงในการบริหารงานของบริษัทด้วยนะคะ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจจริงๆ เลยค่ะ แต่ข้อเสียก็คือ “ความผันผวน” ค่ะ ราคาหุ้นสามัญจะขึ้นลงตามสภาวะตลาดและผลประกอบการของบริษัทได้ง่ายกว่า ถ้าบริษัทมีผลงานไม่ดี ราคาหุ้นก็อาจจะตกฮวบได้ ทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้สูงกว่า และถ้าบริษัทมีปัญหาหนักจริงๆ เราก็จะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับชดเชยค่ะส่วน “หุ้นบุริมสิทธิ” ข้อดีหลักๆ เลยคือ “ความมั่นคง” ค่ะ เราจะได้เงินปันผลในอัตราที่สม่ำเสมอและแน่นอนกว่า ทำให้เหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาเรื่อยๆ หรือคนที่เกษียณแล้วอยากได้รายได้ประจำค่ะ แถมยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าในกรณีที่บริษัทล้มละลาย เพราะได้เงินคืนก่อนหุ้นสามัญค่ะ พิมเองก็เห็นหลายคนที่เริ่มลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิเพื่อสร้างพอร์ตที่มั่นคงก่อน แล้วค่อยขยับไปหุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นนะคะ แต่ข้อเสียก็คือ “โอกาสในการทำกำไรที่จำกัด” ค่ะ ราคาหุ้นบุริมสิทธิมักจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าหุ้นสามัญ ทำให้เราอาจจะพลาดโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่จากการที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น และเราก็ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารงานของบริษัทด้วยค่ะการจะเลือกแบบไหน “คุ้มค่าที่สุด” จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับ “เป้าหมายการลงทุน” และ “ความเสี่ยงที่เรายอมรับได้” ค่ะ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคนนะคะ
ถาม: แล้วถ้าพิมจะเริ่มลงทุน จะเลือกหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตัวเองได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: เป็นคำถามที่นักลงทุนมือใหม่หลายคนคิดไม่ตกว่าจะเริ่มต้นยังไงดีเลยใช่ไหมคะ! พิมเองก็เคยเป็นค่ะ ก่อนอื่นเลย พิมอยากให้เพื่อนๆ ลองถามตัวเองก่อนนะคะว่า “เป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไร” และ “เรายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน”ถ้าเพื่อนๆ เป็นสาย “เติบโต” หรือ “Growth Investor” ที่มองหาโอกาสทำกำไรสูงๆ และพร้อมรับความผันผวนของตลาดได้ดี หุ้นสามัญอาจจะเหมาะกับเพื่อนๆ มากกว่าค่ะ ลองมองหาบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต มีนวัตกรรมโดดเด่น หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์ดูนะคะ ถึงแม้ราคาหุ้นจะผันผวนบ้าง แต่ถ้าเราเลือกบริษัทดีๆ มีพื้นฐานแข็งแกร่งในระยะยาว ผลตอบแทนก็อาจจะคุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ พิมเองก็ชอบสไตล์นี้ค่ะ รู้สึกสนุกที่ได้ตามติดพัฒนาการของบริษัทที่เราลงทุนอยู่แต่ถ้าเพื่อนๆ เป็นสาย “เน้นคุณค่า” หรือ “Value Investor” ที่ชอบความมั่นคง อยากได้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก หุ้นบุริมสิทธิก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ประจำ เช่น วัยเกษียณ หรือคนที่ต้องการสร้างพอร์ตที่มั่นคงก่อนที่จะขยับไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น การเลือกหุ้นบุริมสิทธิจะช่วยให้เรามีเงินปันผลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างความอุ่นใจได้มากเลยค่ะนอกจากนี้ เราไม่จำเป็นต้องเลือกแค่แบบใดแบบหนึ่งนะคะ เราสามารถ “ผสมผสาน” ทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิในพอร์ตการลงทุนของเราได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะแบ่งสัดส่วนการลงทุน โดยเน้นหุ้นสามัญเป็นหลักเพื่อการเติบโต แล้วมีหุ้นบุริมสิทธิบางส่วนเพื่อสร้างความมั่นคงและกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้เรากระจายความเสี่ยงและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สมดุลมากขึ้นค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทำความเข้าใจธุรกิจที่เราจะลงทุน และปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์และเป้าหมายของเราอยู่เสมอค่ะ ลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงทุนของเพื่อนๆ ดูนะคะ!






